ประกันโรคร้ายแรงคืออะไร? ต่างจากประกันสุขภาพอย่างไร และใครควรมี

ประกันโรคร้ายแรงคืออะไร? ต่างจากประกันสุขภาพอย่างไร และใครควรมี

ถ้ามีเงิน 3,000,000 บาทในบัญชีอยู่ตอนนี้ แต่หมอบอกว่า ตรวจเจอโรคร้ายแรง รักษาหายได้นะ แต่ต้องใช้เงินเก็บของคุณเกือบทั้งหมดเลยนะ เป็นคุณจะเลือกอะไร ระหว่างเก็บเงินไว้ กับ ถอนเงินมาจ่ายค่ารักษา? คุณอาจรู้สึกว่า ก็ไม่เป็นไรหนิ ยังมีเงินเหลืออยู่

ดีขึ้นมาหน่อย บางคนก็บอกว่า ผมก็มีประกันสุขภาพอยู่แล้ว ไม่เห็นมีอะไรที่ต้องกังวลเลยหนิ

แต่เราอาจไม่เคยคิดว่า ค่าใช้จ่ายจากโรคร้ายแรงไม่ได้หยุดอยู่แค่ค่ารักษาที่อยู่ในโรงพยาบาลครับ มันยังมีรายได้ที่หายไประหว่างรักษา ทั้งค่าน้ำมัน ค่าอาหาร หนี้สินต่างๆ รวมไปถึงรายได้ที่หายไประหว่างหยุดทำงาน

และจุดนี้แหละครับ ที่ประกันโรคร้ายแรงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้

ดังนั้น ถ้าไม่อยากให้เงินเก็บของคุณ ต้องหมดไปกับค่าใช้จ่ายนอกโรงพยาบาล มาทำความรู้จักกับประกันโรคร้ายแรงกันดีกว่าครับ

ประกันโรคร้ายแรงคืออะไร?

ประกันโรคร้ายแรง คือ ประกันที่จะจ่ายเงินก้อนให้เราเมื่อหมอได้วินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

โดยหัวใจสำคัญของประกันประเภทนี้ คือ “จ่ายเป็นเงินก้อน” มาให้เราโดยตรง ซึ่งเราสามารถนำเงินนั้นไปจัดสรรปันส่วนได้ตามที่เราต้องการ

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ขอยกตัวอย่างแบบนี้ครับ สมมติว่าถ้าคุณทำทุนประกันโรคร้ายแรง 1,000,000 บาท แล้วเกิดไปตรวจที่โรงพยาบาล ถ้าคุณหมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงที่อยู่ในกรมธรรม์ บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินก้อนตามทุนที่เราทำไว้

โดยเงินก้อนนี้ไม่ได้จำกัดว่าต้องใช้เฉพาะในโรงพยาบาล คุณอาจใช้เป็นค่ารักษาส่วนเกิน ค่าฟื้นฟู รายจ่ายครอบครัว หรือชดเชยรายได้ในช่วงที่เราหยุดงานเพื่อรักษาตัวก็ได้เช่นกัน

แต่ก่อนที่เราจะมีประกันโรคร้ายแรง หลังจากประกันอนุมัติ จะมีช่วง “ระยะรอคอย (Waiting Period)” นั่นหมายความว่า ถ้าเกิดเราจะทำเพื่อหวังเคลม ก็จะยังเคลมไม่ได้ทันที

และที่ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเรามีโรคที่เป็นมาก่อนทำ ก็มีโอกาสที่ประกันจะพิจารณาไม่รับทำตั้งแต่แรกได้เช่นกัน

ประกันโรคร้ายแรงต่างจากประกันสุขภาพอย่างไร?

เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยกันมากๆ ว่า มีประกันสุขภาพอยู่แล้ว จะทำประกันโรคร้ายเพิ่มไปอีกทำไม?

ต้องบอกแบบนี้ครับว่า ประกันสุขภาพจะเน้นการจ่ายเงินให้โรงพยาบาล โดยจะจ่ายเป็นหมวดหมู่ต่างๆ แต่ในขณะที่ประกันโรคร้ายแรง จะเป็นการจ่ายเงินก้อนให้กับเรา เมื่อตรวจเจอโรคตามที่กรมธรรม์กำหนดเอาไว้

ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าเราป่วยเป็นโรคทั่วไป ประกันโรคร้ายแรงก็จะยังไม่จ่ายเงินก้อน แต่ประกันสุขภาพก็ยังจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่เรา

แต่ถ้าเกิดเราตรวจเจอโรคร้ายแรง และมีทั้งประกันสุขภาพ และโรคร้ายแรง เราก็จะไม่ต้องจ่ายทั้งค่ารักษาพยาบาล และยังได้รับเงินก้อนมาใช้ในระหว่างที่หยุดงาน และกำลังรักษาตัวอีกด้วยครับ

ดังนั้น ถ้าเลือกได้ เราควรมีทั้งประกันสุขภาพ และโรคร้ายแรงติดไว้ จะช่วยรับมือกับภาระค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น

โรคร้ายแรงที่ประกันมักคุ้มครองมีอะไรบ้าง?

แต่ละบริษัทและแต่ละแบบประกันกำหนดรายชื่อโรคไม่เหมือนกัน เราก็จะต้องทำความเข้าใจกรมธรรม์อยู่เสมอ โดยอย่างของ AIA ก็จะมีอยู่หลักๆ ด้วยกัน 5 กลุ่มโรค ได้แก่

1. กลุ่มมะเร็งและเนื้องอก

2. กลุ่มโรคหัวใจ ระบบการหายใจ และระบบการไหลเวียนโลหิต

3. กลุ่มโรคหลอดเลือดสมอง ระบบประสาท และกล้ามเนื้อ

4. กลุ่มโรคอวัยวะ และระบบการทำงานที่สำคัญของร่างกาย

5. กลุ่มการบาดเจ็บรุนแรงและทุพพลภาพ

เงินก้อนจากประกันโรคร้ายแรงใช้ทำอะไรได้บ้าง?

เงินก้อนจากประกันโรคร้ายแรงมีประโยชน์ตรงที่เราสามารถนำไปใช้จัดการได้ตามที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็น

  • เป็นรายได้ที่ในกรณีที่เราหยุดงาน หรือทำงานได้น้อยลง
  • ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล
  • ค่าที่พักของญาติ ถ้าต้องรักษาต่างจังหวัดหรือต่างพื้นที่
  • ค่าอาหารเฉพาะทางหรือค่าอุปกรณ์ดูแลผู้ป่วย
  • ค่าฟื้นฟูหลังการรักษา
  • ค่าจ้างคนดูแล
  • ค่าใช้จ่ายครอบครัวที่ยังต้องจ่ายทุกเดือน
  • ค่ารักษาบางส่วนที่เกินวงเงินหรือไม่เข้าเงื่อนไขประกันสุขภาพ

นี่เป็นเหตุผลที่คนมีประกันสุขภาพอยู่แล้วก็ยังควรพิจารณาประกันโรคร้ายแรง เพราะความเสี่ยงไม่ได้มีแค่ “ค่ารักษาแพง” แต่รวมถึง “รายได้หายและชีวิตการเงินสะดุด”

ใครควรมีประกันโรคร้ายแรง?

1. คนที่มีประกันสุขภาพอยู่แล้ว

ถ้ามีประกันสุขภาพแล้ว ถือว่ามีความคุ้มครองในระดับนึงครับ แต่ถ้าเรามาลองวางแผนไปอีกขั้นนึงต่อครับว่า ถ้าเกิดเราป่วยเป็นโรคร้ายแรงเป็นเวลาหลายเดือน จนต้องขอลาแบบไม่รับเงินเดือน เรามีเงินสำรองฉุกเฉินมากน้อยแค่ไหน? มีค่าใช้จ่ายหรือหนี้สินอะไรบ้างที่ต้องแบกรับ? และจะหาเงินก้อนนี้มาได้อย่างไร?

ถ้าคุณยังไม่แน่ใจ มาวางแผนประกันโรคร้ายแรงผ่านเครื่องมือ วางแผนเงินก้อนโรคร้ายแรง และวางแผนกับผมต่อได้เลยครับ

2. Freelancer และเจ้าของกิจการ

กลุ่มนี้ มักจะมีรายได้ที่ไม่สม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับปริมาณงาน สภาวะเศรษฐกิจ และอีกหลายปัจจัย แถมยังไม่มีสวัสดิการเป็นของตัวเองเหมือนกับพนักงานประจำ

ถ้าป่วยหนักแล้วทำงานต่อไม่ได้ รายได้ที่เรามีอาจหายไป ต่อให้สร้างระบบมาดีแค่ไหน แต่ถ้าเราต้องหยุดเป็นระยะเวลานาน ธุรกิจของคุณก็ต้องมีคนรับช่วงต่อ ซึ่งคุณจะแน่ใจได้แค่ไหนว่าคนที่มาจัดการแทนคุณ เขาจะรับมือตรงนี้ได้

ดังนั้น การทำประกันโรคร้ายแรงสำหรับ Freelance หรือเจ้าของกิจการ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

3. คนที่มีภาระครอบครัว

ถ้าคุณเป็นหัวหน้าครอบครัว มีลูก มีบ้านที่ต้องผ่อน มีพ่อแม่ที่ต้องดูแล หรือดูแลค่าใช้จ่ายในบ้าน การป่วยหนักไม่ได้กระทบแค่ตัวคุณเท่านั้น แต่มันยังส่งผลกระทบต่อทั้งครอบครัว

โดยถ้าหากเรามีเงินก้อนจากประกันโรคร้ายแรง ก็จะช่วยลดภาระให้คนในครอบครัว ไม่ต้องรีบขายทรัพย์สินที่มี หรือไปยืมเงิน กู้เงินจากคนอื่นได้

4. คนที่มีเงินสำรองน้อยกว่า 6-12 เดือน

สำหรับคนที่มีเงินสำรองฉุกเฉินน้อยกว่า 6-12 เดือน แล้วเกิดเป็นโรคร้ายแรง ถ้าอยากรักษาให้หายเป็นปกติก็มีเพียงไม่กี่วิธี ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ก็ต้องหาเงินมารักษา

ซึ่งจากแผนการเงินเราที่ไม่แข็งแรงอยู่แล้ว พอมาเจอโรคร้ายแรง แผนการเงินที่กระท่อนกระแท่น ก็ล้มลงแบบไม่เป็นท่าไปเลย

ดังนั้น ถ้าเกิดเรากลัวว่าเงินจะไม่พอ ถ้าเกิดเจอโรคร้ายแรง การทำประกันโรคร้ายแรงในตอนที่ร่างกายคุณยังแข็งแรง ก็จะช่วยให้แผนการเงินของคุณไปต่อได้ง่ายขึ้น

ถ้ามีงบจำกัด จะซื้อประกันสุขภาพหรือประกันโรคร้ายแรงก่อน?

ถ้ามีงบจำกัด เลือกซื้อได้แค่ตัวใดตัวหนึ่ง ผมแนะนำให้เริ่มจากประกันสุขภาพก่อน เพราะประกันสุขภาพจะคุ้มครองโรคทั่วไปที่ไม่ใช่โรคร้ายแรง (ถ้าไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้นความคุ้มครอง) รวมไปถึงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

โดยหลังจากที่เรามีประกันสุขภาพแล้ว เราค่อยไปเพิ่มประกันโรคร้ายแรงเพื่อปิดช่องว่างเรื่องรายได้และค่าใช้จ่ายนอกโรงพยาบาล

ซึ่งสอดคล้องกับการทำแผนการเงินให้แข็งแรงตามหลักการสร้างพีระมิดทางการเงิน

ควรมีวงเงินประกันโรคร้ายแรงเท่าไหร่?

จริงๆ แล้วมันขึ้นอยู่กับว่า เรามีค่าใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหนในแต่ละเดือน รวมไปถึงหนี้ต่างๆ ซึ่งวิธีคิดแบบง่ายๆ ก็คือ

ทุนประกันโรคร้ายแรงที่ควรมี = ค่าใช้จ่ายส่วนตัว + ครอบครัว + ภาระที่ต้องจ่ายต่อ + เงินฟื้นฟู/ค่าใช้จ่ายนอกโรงพยาบาล

ซึ่งส่วนตัว ถ้าให้แนะนำ ก็จะแนะนำเริ่มต้นที่ 3 ล้านในระยะยาว เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

แต่ทั้งนี้ อย่าลืมประเมินกำลังในการส่งเบี้ยของตัวเอง เพื่อไม่ให้ประกันกลายเป็นภาระจนเกินไป

สรุป

ประกันโรคร้ายแรง ไม่ได้เป็นตัวที่มาแทนประกันสุขภาพ และยังมีหน้าที่แตกต่างกัน โดยประกันสุขภาพดูแลค่ารักษาในโรงพยาบาล ส่วนประกันโรคร้ายแรงดูแลเงินก้อนที่ช่วยให้ชีวิตการเงินยังเดินต่อได้ระหว่างป่วยหนัก

ถ้าคุณมีประกันสุขภาพแล้ว อยากให้ลองคิดเผื่อว่า ถ้าเราต้องหยุดงานเพื่อรักษาตัวเป็นระยะเวลานาน รายได้ที่เราเคยได้ จะหายไปหรือไม่? เราจะวางแผนยังต่อ?

ถ้าคำตอบยังไม่ชัด นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า เราควรมีประกันโรคร้ายแรงติดไว้แล้ว

เข้าร่วมกลุ่ม LINE OpenChat ของ CCPun เพื่อคุยเรื่องวางแผนประกันและการเงินแบบสบายๆ ได้ที่ OpenChat

ไม่แน่ใจว่าความคุ้มครองที่มีอยู่เพียงพอหรือเปล่า?

ปั้น

ปั้น (Pun)

ที่ปรึกษาการเงินมืออาชีพ ด้วยประสบการณ์มากกว่า 5 ปี มุ่งเน้นให้คำแนะนำที่เป็นกลางและยึดประโยชน์ของลูกค้าเป็นหลัก

การลงทุน ประกันชีวิต วางแผนภาษี

สนใจรับคำปรึกษาทางการเงิน

กรอกข้อมูลด้านล่าง เราจะติดต่อกลับโดยเร็วที่สุดครับ